“คลอรีนล็อก” กับดักที่คนรักสระหลายคนพลาด พร้อมวิธีแก้ฉบับมืออาชีพ

คลอรีนล็อก

คุณเคยสงสัยไหมว่า ทั้งที่ขยันทำความสะอาดสระว่ายน้ำ ประโคมเติมคลอรีนลงไปจนหมดกระปุกแล้ว แต่น้ำในสระก็ยังขุ่นมัว หรือเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวจนไม่น่าเล่น แถมกลิ่นคลอรีนยังเหม็นฉุนแสบจมูกจนผิดปกติ? ปัญหาที่ดูย้อนแย้งนี้อาจไม่ได้เกิดจากปริมาณคลอรีนที่ไม่เพียงพอ แต่มันคือสัญญาณอันตรายของภาวะคลอรีนล็อก (Chlorine Lock) ที่ทำให้คลอรีนตกค้างในสระกลายเป็นอัมพาตจนหมดฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรค บทความนี้จะว่าภาวะนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมการวัดค่าถึงไม่ตรงตามจริง แล้วมีวิธีที่จะทำให้สระกลับมาใสสะอาดปลอดภัยได้อย่างไร โดยไม่ต้องเสียเงินทิ้งไปกับเคมีภัณฑ์โดยใช่เหตุ

คลอรีนล็อก (Chlorine Lock) คืออะไร?

คลอรีนล็อค คือ อาการน็อคเคมีของสระว่ายน้ำ เป็นสภาวะที่สระว่ายน้ำดื้อยาจนถึงขีดสุด ต่อให้คุณจะขยันเทคลอรีนลงไปมากแค่ไหน หรือจะซื้อเคมีราคาสูงมาใส่ ค่าคลอรีนที่วัดได้กลับนิ่งสนิทเหมือนไม่ได้ใส่อะไรลงไปเลย สาเหตุจริงๆ ไม่ได้อยู่ที่ตัวคลอรีนเสื่อมสภาพ แต่มันเป็นเพราะคุณเติมสารกันแดด (Cyanuric Acid) ลงไปในสระมากเกินไปจนกลายเป็นกรงขังคลอรีนไว้ไม่ยอมให้ออกไปฆ่าเชื้อโรค ผลที่ตามมาคือน้ำในสระเริ่มขุ่นเขียวและมีกลิ่นเหม็นหึ่ง ทั้งที่คลอรีนก็ยังเต็มสระ

ทำไมคลอรีนล็อกถึงทำให้วัดค่าคลอรีนไม่ได้

1. คลอรีนโดนบดบังจนแสดงตัวไม่ได้

ในภาวะคลอรีนล็อก สารกันแดดที่สูงเกินไปจะเข้าไปเกาะและหุ้มโมเลกุลของคลอรีนไว้แน่นมาก เพื่อป้องกันไม่ให้แดดเผา แต่มันดันแน่นซะจนคลอรีนไม่สามารถแตกตัวออกมาทำปฏิกิริยากับน้ำยาทดสอบ (DPD หรือ OTO) ที่เราหยดลงไปได้เลย ผลคือแม้จะมีคลอรีนลอยอยู่ในน้ำเต็มไปหมด แต่น้ำยาทดสอบกลับหาตัวมันไม่เจอ ค่าที่ออกมาเลยดูเหมือนเป็นศูนย์หรือต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ทั้งที่ความจริงคลอรีนในสระนั้นพุ่งกระฉูดไปไกลแล้ว

2. อาการสีจางจากคลอรีนในปริมาณสูงจัด

อันนี้เป็นจุดที่คนดูแลสระพลาดกันบ่อยที่สุด พอมันโดนล็อก เราก็ยิ่งเติมคลอรีนเพิ่มเข้าไปจนค่ามันสูงเกินไปมาก (อาจทะลุ 10 – 20 ppm) พอคลอรีนสูงจัด เวลาหยดน้ำยาทดสอบสีชมพู (DPD) ลงไป แทนที่มันจะกลายเป็นสีชมพูเข้ม คลอรีนที่เข้มข้นเกินไปจะไปกัดสีของน้ำยาทดสอบจนกลายเป็นสีใสทันที

คลอรีนล็อก ส่งผลเสียต่อสระน้ำของคุณอย่างไร?

เมื่อเกิดภาวะคลอรีนล็อก น้ำในสระจะไม่ได้แค่สกปรกเท่านั้น แต่มันจะกลายเป็นสภาพแวดล้อมที่คาดเดาไม่ได้และเป็นอันตรายต่อทั้งคนและอุปกรณ์ในสระ นี่คือผลเสียหลักๆ ที่จะเกิดขึ้นกับสระของคุณ

1. สภาพน้ำวิกฤต (น้ำขุ่น/น้ำเขียว)

เมื่อคลอรีนถูกล็อคจนทำงานไม่ได้ ประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อโรคจะลดลงจนเกือบเป็นศูนย์ ทำให้สระว่ายน้ำของคุณกลายเป็นบ้านหลังใหญ่ของตะไคร่น้ำและแบคทีเรีย สังเกตได้จากน้ำในสระเริ่มเปลี่ยนจากใสเป็นขุ่นมัวและกลายเป็นสีเขียวอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วัน เพราะไม่มีอะไรคอยยับยั้งการเจริญเติบโตของสาหร่ายเลย

2. แหล่งสะสมเชื้อโรคที่มองไม่เห็น

แม้คุณจะเห็นว่าน้ำยังมีคลอรีนตกค้างอยู่สูง แต่มันคือคลอรีนที่ไร้ฤทธิ์ เชื้อโรคในน้ำที่เป็นอันตรายอย่างแบคทีเรีย E. coli รวมถึงเชื้อที่ทำให้เกิดโรคท้องร่วงและโรคผิวหนังตัวอื่นจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและแพร่กระจายไปทั่วสระว่ายน้ำ ผู้ที่ใช้งานสระจึงเสี่ยงต่อการติดเชื้อทางผิวหนัง หู ตา และระบบทางเดินอาหารสูงกว่าการใช้งานสระว่ายน้ำที่ได้มาตรฐาน

3. การระคายเคืองอย่างรุนแรง (กลิ่นฉุน แสบตา)

ในสภาวะที่คลอรีนล็อค มักจะเกิดการสะสมของคลอรามีน (Combined Chlorine) เป็นจำนวนมาก ซึ่งสารตัวนี้จะทำให้เกิดกลิ่นเหม็นฉุนเหมือนน้ำยาล้างห้องน้ำ กลิ่นนี้จะระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ ทำให้ผู้เล่นน้ำรู้สึกแสบตาอย่างรุนแรง ผิวหนังแห้งกร้าน หรือเกิดผื่นคันมากกว่าปกติ

4. อุปกรณ์สระเสื่อมสภาพเร็วขึ้น

ค่าคลอรีนในปริมาณสูงเกินมาตรฐานที่ยังคงตกค้างอยู่ในสระแต่กลับนำมาใช้งานไม่ได้ จะเข้าไปกัดกร่อนวัสดุในสระ ไม่ว่าจะเป็นบันไดสแตนเลส ไฟใต้น้ำ รวมถึงซีลยางและโอริงในระบบเครื่องกรองและปั๊มน้ำ ทำให้อุปกรณ์ทำความสะอาดสระว่ายน้ำและระบบหมุนเวียนน้ำมีอายุการใช้งานสั้นลงจนต้องซ่อมบำรุงก่อนเวลาอันควร

5. เปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ

หากคุณยังไม่ทราบว่าเกิดปัญหาในสระว่ายน้ำที่มีสาเหตุมาจากคลอรีนโดนล็อค คุณอาจสูญเสียเงินไปกับการเทเคมีภัณฑ์สระว่ายน้ำปริมาณมหาศาล เพื่อหวังให้น้ำหายขุ่นหรือหายเขียว แต่สิ่งที่ทำลงไปกลับยิ่งไปเพิ่มค่าสารกันแดด (CYA) ให้สูงขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นว่าปัญหายิ่งแก้ยากขึ้นสิ้น แถมยังเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุอีกด้วย

สาเหตุที่ทำให้คลอรีนล็อกที่คุณอาจมองข้าม

  • การใช้คลอรีนก้อนหรือคลอรีนผงที่มีสารกันแดดสะสม: นับเป็นสาเหตุเบอร์หนึ่งที่ช่างสระว่ายน้ำหลายคนต้องมานั่งแก้บ่อยมาก จากประสบการณ์ที่ผ่านมาพบว่าผู้ดูแลสระหลายคนใช้คลอรีนชนิดที่มี Stabilizer (Trichlor หรือ Dichlor) ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน จนทำให้ค่าสารกันแดดสะสมสูงขึ้นเรื่อยๆ ไปถึงจุดที่มันกลับมาล็อกคลอรีนเสียเอง
  • ไม่เคยถ่ายน้ำเก่าทิ้งเลย: หลายคนเน้นแต่เติมน้ำเพิ่มเวลาที่น้ำระเหย แต่ไม่เคยเดรนน้ำออกจากสระอย่างจริงจัง ทำให้สารเคมีต่างๆ ที่สะสมอยู่ในน้ำ (รวมถึงสารกันแดด) ไม่ถูกระบายออกไปไหน ยิ่งอยู่นานน้ำยิ่งข้นและเสี่ยงล็อกง่ายขึ้น
  • การใช้เคมีภัณฑ์แบบ All-in-One มากเกินไป: เคมีก้อนสีฟ้าๆ หรือก้อนเดียวจบ มักจะมีส่วนประกอบของสารกันแดดที่เข้มข้นมากเพื่อให้คลอรีนอยู่ได้นาน แต่มันคือดาบสองคมที่ทำให้ค่า CYA พุ่งสูงเร็วกว่าการแยกเติมเคมีเป็นตัวๆ
  • การเติมเคมีตามใจชอบโดยไม่วัดค่าก่อน: การเติมคลอรีนลงไปเรื่อยๆ เพียงเพราะเห็นว่าน้ำไม่ใส โดยไม่ได้ใช้ชุดทดสอบวัดค่าสารกันแดดก่อน ทำให้เราเติมเชื้อเพลิงให้กับภาวะคลอรีนล็อกโดยไม่รู้ตัว
  • การคุมระดับน้ำไม่เหมาะสมในช่วงหน้าฝน: แม้ว่าน้ำฝนจะช่วยเจือจางคลอรีนในน้ำได้บ้าง แต่ถ้าเราเติมเคมีหนักๆ เพื่อแก้น้ำเขียวหลังฝนตกโดยไม่ตรวจเช็คสมดุลน้ำรวมๆ ก็อาจเป็นทางลัดสู่ภาวะล็อกคลอรีนได้เหมือนกัน

4 สัญญาณที่กำลังบอกว่าสระของคุณอยู่ในภาวะคลอรีนล็อก

1. เติมคลอรีนในสระว่ายน้ำเยอะมาก แต่วัดค่าไม่เจอ

นี่คือสัญญาณเตือนที่ชัดเจนที่สุดและน่าปวดหัวที่สุดเลยก็ว่าได้ โดยปกติแล้วเมื่อเราทำความสะอาดสระว่ายน้ำเสร็จแล้วเติมคลอรีนลงไป ค่าที่วัดได้จากชุดทดสอบควรจะพุ่งสูงขึ้นตามปริมาณที่เติมเข้าไป แต่หากเกิดภาวะคลอรีนล็อก ต่อให้คุณจะขยันเทคลอรีนลงไปมากแค่ไหน หรือจะประโคมใส่เพิ่มเข้าไปอีกกี่เท่าตัว เมื่อนำน้ำมาตรวจวัดค่าคลอรีนอิสระ (Free Chlorine) ผลที่ได้กลับนิ่งสนิทหรือต่ำจนน่าตกใจ เหมือนกับว่าคลอรีนเหล่านั้นอันตรธานหายไปในอากาศ ทั้งที่จริงๆ แล้วมันแค่ตกค้างอยู่ในสระ เพียงแต่ถูกสารกันแดดจับตัวไว้แน่นจนคลอรีนในสระไม่ยอมไม่ทำงานนั่นเอง

2. กลิ่นคลอรีนฉุนกึก แต่น้ำยังเขียว

หลายคนเข้าใจผิดว่ากลิ่นฉุนแปลว่าคลอรีนเยอะ แต่จริงๆ แล้วกลิ่นที่เหม็นหึ่งหรือแสบจมูกนั้นคือคลอรามีน (Chloramines) หรือคลอรีนที่ใช้งานไม่ได้แล้ว หากสระของคุณมีกลิ่นเหม็นรุนแรงควบคู่ไปกับน้ำที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวหรือขุ่นมัว ทั้งที่คุณเพิ่งประโคมใส่เคมีภัณฑ์สระว่ายน้ำลงไป นั่นเป็นสัญญาณเตือนว่าคลอรีนเดิมทำงานไม่ได้ ส่วนคลอรีนใหม่ที่เติมไปก็โดนล็อคไม่ให้ทำหน้าที่ของมัน

3. ค่าสารกันแดดพุ่งสูงเกินเกณฑ์

หากคุณเช็กด้วยชุดทดสอบที่วัดค่า Cyanuric Acid (CYA) แล้วพบว่าค่าพุ่งสูงเกิน 100 ppm ขึ้นไป (ค่ามาตรฐานควรอยู่ที่ 30 – 50 ppm) ให้สันนิษฐานได้เลยว่าสระของคุณกำลังเกิดภาวะคลอรีนล็อกแน่นอน เพราะสารกันแดดที่มากเกินไปเป็นตัวการหลักในการจับตัวคลอรีนไม่ให้ทำงาน

คลอรีนล็อก แก้ยังไง?

การแก้ปัญหาคลอรีนล็อกไม่เหมือนกับการแก้ปัญหาน้ำเสียทั่วไป เพราะถ้ายิ่งเติมเคมีเข้าไป มันก็ยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ วิธีเดียวที่จะปลดล็อกกรงขังนี้ได้คือการปรับสมดุลน้ำใหม่ ด้วยขั้นตอนดังนี้

1. ถ่ายน้ำเก่าออกแล้วเติมน้ำใหม่

นี่เป็นวิธีที่ตรงจุดและได้ผลเร็วที่สุด เนื่องจากไม่มีสารเคมีตัวไหนเลยที่สามารถกำจัดสารกันแดดที่เป็นตัวการล็อคคลอรีน วิธีเดียวที่จะจัดการมันได้จึงเป็นการเจือจางมันให้เหลือน้อยที่สุด โดยเริ่มจากถ่ายน้ำในสระออกประมาณ 30 – 50% (ขึ้นอยู่กับว่าค่า CYA สูงแค่ไหน) จากนั้นให้เติมน้ำใหม่ที่สะอาดกลับเข้าไป วิธีนี้จะช่วยลดความเข้มข้นของสารกันแดดลงมาอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่คลอรีนจะทำงานได้อีกครั้ง

2. เปลี่ยนมาใช้คลอรีนชนิดที่ไม่มีสารกันแดด

ในระหว่างที่สระของคุณกำลังเผชิญภาวะคลอรีนล็อก หรือหลังจากที่คุณเพิ่งถ่ายน้ำเพื่อรีเซ็ตระบบใหม่ แนะนำให้หยุดใช้คลอรีนก้อนหรือคลอรีนผงชนิดเดิมที่มีส่วนผสมของสารกันแดดสะสมอยู่ทันที แล้วเปลี่ยนมาใช้คลอรีนชนิดที่ไม่ผสมสารกันแดด (Unstabilized Chlorine) เช่น Calcium Hypochlorite (คลอรีน 65% หรือ 70%) หรือคลอรีนน้ำ (Liquid Chlorine) แทน การทำเช่นนี้จะช่วยให้คุณเพิ่มระดับคลอรีนเพื่อฆ่าเชื้อและทำช็อคคลอรีนได้โดยไม่ไปเพิ่มปริมาณกรดไซยานูริกในน้ำให้กลับมาสูงจนเกิดปัญหาล็อกระบบซ้ำซาก ถือเป็นการตัดวงจรปัญหาดื้อยาของสระว่ายน้ำได้ในระยะยาว

3. ทำช็อคคลอรีนหลังปรับสมดุลน้ำ

พอเจือจางน้ำจนค่าสารกันแดดลดลงมาอยู่ในจุดที่คุมได้แล้ว ขั้นตอนสุดท้ายคือการกวาดล้างเชื้อโรคและคราบสารเคมีเสียๆ ที่ค้างคาอยู่ในสระ โดยการทำช็อคคลอรีนชุดใหญ่ใส่เข้าไปมากกว่าปกติหลายเท่าตัว (ประมาณ 10 เท่าของค่าคลอรีนเสีย) แต่ในกรณีที่ไม่มีเครื่องมือวัดแบบละเอียด ช่างส่วนใหญ่จะเติมค่าคลอรีนให้พุ่งไปแตะที่ 10.0 – 15.0 ppm (สูงกว่าระดับปกติประมาณ 5 – 10 เท่า) เพื่อให้คลอรีนใหม่เข้าไปสลายสิ่งสกปรกที่เคยโดนล็อกไว้ให้หลุดออกให้หมด

ไม่อยากเจอคลอรีนล็อก ป้องกันได้ด้วยวิธีต่อไปนี้

1. สลับมาใช้คลอรีนแบบไม่ผสมสารกันแดด

สาเหตุหลักของอาการล็อกคือการใช้คลอรีนก้อนหรือคลอรีนผงที่มีสารคงสภาพต่อเนื่องนานเกินไป วิธีแก้คือคุณควรหาจังหวะสลับมาใช้ Calcium Hypochlorite หรือคลอรีนน้ำในการเติมประจำวันบ้างเป็นครั้งคราว เพราะคลอรีนพวกนี้ไม่มีส่วนผสมของกรดไซยานูริก ซึ่งจะช่วยให้คุณรักษาระดับคลอรีนให้สะอาดได้โดยไม่ไปเพิ่มปริมาณสารกันแดดให้พุ่งสูงจนถึงจุดที่อันตราย

2. ตรวจวัดค่าสารกันแดด (CYA) เป็นประจำ

ผู้ดูแลสระหลายๆ คนมักจะตรวจแค่ค่า pH หรือค่าคลอรีนเพียงอย่างเดียว ทางที่ดีควรตรวจค่า CYA ลงในตารางการดูแลสระอย่างน้อยเดือนละ 1 – 2 ครั้งด้วย ทั้งนี้พยายามคุมตัวเลขให้อยู่ในช่วง 30 – 50 ppm อยู่เสมอ หากเริ่มเห็นตัวเลขขยับไปแตะที่ 70 – 80 ppm ให้รู้ตัวได้เลยว่าสระของคุณเริ่มเสี่ยงแล้ว ต้องหยุดใช้คลอรีนแบบมีสารกันแดดทันทีและรีบเจือจางน้ำก่อนที่มันจะล็อกจนต้องมานั่งแก้ในภายหลัง 

แต่ถ้าคุณไม่มั่นใจในการอ่านค่าเคมีที่ซับซ้อน หรือไม่มีอุปกรณ์วัดค่าสารกันแดดโดยเฉพาะ การเรียกใช้บริการจากช่างสระว่ายน้ำมืออาชีพให้เข้ามาตรวจเช็คระบบอย่างละเอียดก็เป็นทางเลือกที่ช่วยตัดไฟตั้งแต่ต้นลมได้ดีที่สุด เพราะนอกจากจะแม่นยำแล้ว ยังมั่นใจได้ว่าสระของคุณจะกลับมาใช้งานได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ต้องเสี่ยงลองผิดลองถูกเองให้เสียเวลา

3. หมั่นทำความสะอาดและล้างระบบกรอง (Backwash)

การล้างระบบกรองหรือการทำ Backwash บ่อยๆ ไม่ใช่แค่เรื่องความสะอาดของถังกรองเท่านั้น แต่มันคือการระบายน้ำเก่าในระบบทิ้งออกไปเพื่อเติมน้ำใหม่ที่สะอาดเข้ามาแทน ซึ่งการเปลี่ยนถ่ายน้ำออกทีละนิดแบบนี้จะช่วยระบายปริมาณสารเคมีสะสม รวมถึงสารกันแดดไม่ให้มันเข้มข้นจนเกินไปโดยที่คุณไม่ต้องรอให้ถึงขั้นต้องดูดน้ำออกครึ่งสระในคราวเดียว

4. ระวังการใช้เคมีภัณฑ์แบบ All in One

รู้หรือไม่ว่าเคมีภัณฑ์สระว่ายน้ำประเภทก้อนเดียวจบที่รวมทุกอย่างไว้ ทั้งฆ่าเชื้อ แก้สีน้ำ และกันแดด มักมีปริมาณสารกันแดดที่สูงมาก แม้มันจะสะดวกสบายในช่วงแรก แต่ถ้าใช้ต่อเนื่องไปนานๆ จะทำให้ค่า CYA พุ่งเร็วขึ้นกว่าปกติเป็นหลายเท่าตัว หากเป็นไปได้ควรแยกเติมเคมีเป็นตัวๆ ไปตามสภาพน้ำจริงจะดีกว่า นอกจากจะช่วยให้คุณควบคุมสมดุลน้ำได้แม่นยำกว่าแล้ว ยังลดโอกาสเกิดคลอรีนล็อกได้อีกด้วย 

ทั้งนี้หากคุณไม่แน่ใจว่าตัวเองจะใช้เคมีภัณฑ์ได้แม่นยำแค่ไหน แนะนำให้ช่างสระว่ายน้ำเข้ามาดูแลในส่วนนี้จะดีที่สุด เพราะถ้าเกิดคลอรีนล็อกขึ้นมา อาจต้องเสียเงินมากกว่าแค่ค่าบริการดูแลสระว่ายน้ำทั่วไป แต่อาจต้องเสียเงินรีเซ็ตระบบใหม่ทั้งหมดด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีเจ้าของสระคนไหนอยากให้เกิดขึ้นแน่นอน

FAQ คำถามที่พบบ่อย

สำหรับสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือการคำนวณปริมาณเคมีผิดพลาด หรือการเติมคลอรีนแบบเผื่อเหลือเผื่อขาดโดยไม่ได้วัดปริมาณน้ำในสระให้แม่นยำก่อน นอกจากนี้ยังเกิดจากคนใช้งานน้อยลงกะทันหัน หรือท้องฟ้าครึ้มฝนไม่มีแดดติดต่อกันหลายวัน ทำให้คลอรีนในน้ำไม่ถูกใช้งานหรือไม่ถูกแดดเผาออก ค่าคลอรีนเลยสะสมจนเกิดค่าคลอรีนสูงค้างอยู่ในสระว่ายน้ำ หากเกิดจากสาเหตุดังกล่าวแนะนำให้เปิดผ้าคลุมสระให้โดนแสงแดดโดยตรงเพื่อให้คลอรีนระเหยออก หรือเติมน้ำใหม่เพื่อเจือจางคลอรีน

หากจะเจาะจงที่ตัวต้นเหตุจริงๆ เกือบ 100% มาจากกรดไซยานูริก แต่สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือพฤติกรรมการเติมคลอรีนแบบผิดๆ เช่น การใช้คลอรีนก้อนเพียงอย่างเดียวติดต่อกันเป็นปีๆ โดยไม่เคยถ่ายน้ำทิ้งเลย หรือในสระระบบเกลือที่ตั้งค่าการผลิตคลอรีนไว้สูงเกินไปจนค่า pH พุ่งสูงตาม พอค่า pH พุ่งไปแตะ 8.0 ขึ้นไป จะทำให้คลอรีนเป็นง่อยและทำงานได้ไม่ถึง 10% แม้จะไม่ได้เรียกว่าคลอรีนล็อกโดยตรง แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือน้ำขุ่นและอันตรายไม่ต่างกันเลย

หลายคนอาจสับสนกับค่า pH ในน้ำที่สูงเกินไป เวลาที่น้ำในสระมีค่า pH พุ่งไปแตะ 8.0 ขึ้นไป (น้ำมีความเป็นด่างสูง) จะทำให้คลอรีนที่คุณเติมลงไปเกิดอาการเป็นอัมพาต คือวัดค่าคลอรีนเจอว่ามีอยู่ในน้ำนะ แต่คลอรีนกลับไม่มีแรงฆ่าเชื้อโรค ทำให้น้ำขุ่นหรือเขียวเหมือนโดนล็อกเป๊ะๆ ทั้งที่จริงๆ แล้วแค่ค่า pH มันเพี้ยน 

หรือในอีกกรณีหนึ่งคือ ไนเตรทสะสมในน้ำ (Nitrates) ที่มาจากปัสสาวะ เจ้าสิ่งนี้จะกินคลอรีนไวมาก ต่อให้คุณเติมคลอรีนลงไปเท่าไหร่ก็ไม่เหลือตกค้าง เลยดูเหมือนอาการล็อกในระยะแรก ดังนั้นก่อนจะสรุปว่าเป็นคลอรีนล็อกหรือไม่ แนะนำให้ลองเช็กค่า pH และความสะอาดเบื้องต้นดูก่อน หรือปรึกษาช่างสระว่ายน้ำให้เข้ามาช่วยวิเคราะห์ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาถ่ายน้ำทิ้งไปฟรีๆ