คลอรีนระเหยเกิดจากอะไร มีผลเสียแค่ไหน จะดูยังไงว่าน้ำไม่มีคลอรีน

คลอรีนระเหย เป็นหนึ่งในปัญหาที่นอกจากจะทำให้แหล่งน้ำสกปรกง่ายขึ้นแล้ว ยังมีผลทำให้อุปกรณ์อื่น ๆ ที่อยู่ในแหล่งน้ำเสื่อมสภาพไวกว่าปกติอีกด้วย บทความนี้เราจะมาพูดถึงสาเหตุ ผลเสียที่ตามมา วิธีสังเกตสัญญาณเตือนด้วยตัวเอง รวมถึงวิธีป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลาม เพื่อให้แหล่งน้ำของคุณใสสะอาด ปลอดภัยต่อการใช้งานอยู่เสมอ
คลอรีนระเหย คืออะไร?
คลอรีนระเหย คือ ภาวะที่คลอรีนในน้ำเปลี่ยนสถานะกลายเป็นก๊าซลอยสู่ชั้นบรรยากาศ หรือถูกรังสี UV จากแสงแดดแผดเผาจนโครงสร้างเคมีสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว เปรียบเสมือนเกราะป้องกันเชื้อโรคของน้ำที่ค่อย ๆ หายไป โดยเฉพาะในสระว่ายน้ำกลางแจ้งหรือการตั้งน้ำประปาทิ้งไว้ในภาชนะเปิดโล่ง พอโดนแดดและลมไม่กี่ชั่วโมง คลอรีนที่ทำหน้าที่ฆ่าเชื้อก็จะเจือจางจนหมดฤทธิ์ หากไม่เติมสารเคมีเข้ามาทดแทนอย่างต่อเนื่อง จะทำให้น้ำที่เคยสะอาดมีแบคทีเรียและตะไคร่น้ำสะสมง่ายขึ้น
คลอรีนระเหยได้อย่างไร?
คลอรีนระเหยได้จากหลายปัจจัย ทั้งทางกายภาพและทางเคมี โดยมีกระบวนการหลัก ๆ ดังนี้
- การทำปฏิกิริยากับแสงแดด: รังสี UV จากแสงแดดคือตัวการสำคัญที่ทำให้คลอรีนระเหยไวกว่าปกติ เนื่องจากคลอรีนอิสระในน้ำมีคุณสมบัติที่ไวต่อแสงมาก เมื่อโดนแสงแดดจัด รังสี UV จะเข้าไปตัดพันธะเคมี ทำให้คลอรีนสลายตัวกลายเป็นก๊าซและระเหยออกไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสระกลางแจ้งที่ไม่ได้ใส่สารที่ทำให้คลอรีนเสถียร อาจสูญเสียคลอรีนได้ถึง 90% ภายในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง
- การสัมผัสกับอากาศและความดัน: คลอรีนในน้ำมีสถานะเป็นก๊าซที่ละลายอยู่ในของเหลว เมื่อน้ำสัมผัสกับอากาศในภาชนะเปิดโล่ง หรือมีการเคลื่อนไหวของน้ำบ่อย ๆ เช่น น้ำพุ เครื่องพ่นจาคุซซี่ หรือแม้แต่การว่ายน้ำ แรงกระเพื่อมจะเร่งให้ก๊าซคลอรีนแยกตัวออกจากโมเลกุลน้ำและระเหยสู่ชั้นบรรยากาศได้ไวขึ้น
- อุณหภูมิของน้ำที่สูงขึ้น: เมื่ออุณหภูมิของน้ำสูงขึ้น เช่น วันที่แดดจัดหรือในบ่อออนเซ็น ความร้อนเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้โมเลกุลของน้ำและคลอรีนเคลื่อนที่ชนกันเร็วขึ้น ทำให้ความสามารถในการละลายก๊าซของน้ำลดลง คลอรีนจึงเปลี่ยนสภาพเป็นก๊าซและระเหยออกไปง่ายกว่าน้ำเย็น
- การเข้าไปทำลายสิ่งสกปรก: แม้จะไม่ใช่การระเหยสู่ชั้นบรรยากาศโดยตรง แต่เมื่อคลอรีนเข้าไปจับตัวกับสิ่งปนเปื้อน เช่น เหงื่อ, ปัสสาวะ, โลชั่น หรือแบคทีเรีย คลอรีนจะแปรสภาพเป็นคลอรามีน ซึ่งเป็นสารประกอบที่หมดฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อและมีสถานะเป็นก๊าซที่ส่งกลิ่นฉุนรุนแรง ซึ่งก๊าซนี้ก็จะระเหยออกไปจากน้ำในที่สุด
คลอรีนระเหยส่งผลเสียอย่างไรบ้าง?
1. เสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อโรคและแบคทีเรีย
เมื่อคลอรีนระเหยหายไป น้ำจะขาดเกราะป้องกันสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก แบคทีเรียต่าง ๆ อย่าง E. coli (Escherichia Coli) รวมถึงไวรัสจะเจริญเติบโตและแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็ว ทำให้น้ำกลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคที่ส่งผลเสียต่อผิวหนังและระบบทางเดินอาหารหากกลืนน้ำเข้าไป
2. ปัญหาน้ำเขียวจากสาหร่ายและตะไคร่น้ำ
ในกรณีของสระว่ายน้ำ หากคลอรีนระเหยหมดภายในไม่กี่ชั่วโมง สปอร์ของสาหร่ายที่ลอยมากับอากาศจะเจริญเติบโตทันที ทำให้น้ำในสระเปลี่ยนจากสีฟ้าใสเป็นสีเขียวขุ่น ส่งผลให้ผนังและพื้นสระลื่นและมีคราบสกปรกเกาะแน่น ยิ่งถ้าผู้ดูแลสระละเลยการทำความสะอาดสระว่ายน้ำอยู่บ่อย ๆ จะทำให้ปัญหาทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
3. ส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจ
ก๊าซคลอรีนที่ระเหยขึ้นมาจากน้ำ หากอยู่ในพื้นที่แคบและไม่มีการถ่ายเทอากาศที่ดีพอ ก๊าซเหล่านี้จะสะสมตัวและส่งกลิ่นฉุนรุนแรง หากสูดดมเข้าไปจะก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ ทั้งแสบจมูก แสบตา หรือแน่นหน้าอกที่อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต
4. สิ้นเปลืองค่าสารเคมีและค่าดูแลมากขึ้น
การที่คลอรีนสลายตัวและระเหยไวเกินไป ทำให้คุณต้องสั่งซื้อเคมีภัณฑ์สระว่ายน้ำเข้ามาเติมในระบบบ่อยขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาค่าน้ำให้ได้มาตรฐาน ส่งผลให้งบประมาณในการดูแลสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
และในระยะยาวมวลรวมของก๊าซคลอรามีนที่ระเหยสะสมอยู่เหนือผิวน้ำยังมีฤทธิ์กัดกร่อนสูง ซึ่งจะเข้าไปทำลายโครงสร้าง ขอบกระเบื้อง บันไดสระ รวมถึงอุปกรณ์ทำความสะอาดสระว่ายน้ำ เช่น ด้ามอะลูมิเนียม ล้อดูดตะกอน หรือหัวแปรงขัดสระให้ชำรุดก่อนเวลาอันควร ปัญหาเหล่านี้จะทำให้ระบบบำบัดน้ำทำงานหนักจนต้องแบกรับค่าดูแลสระว่ายน้ำบ่อยขึ้น
ดูยังไงว่าน้ำไม่มีคลอรีน?
คุณสามารถสังเกตดูได้ว่าน้ำในสระเริ่มไม่มีคลอรีนหรือปริมาณคลอรีนลดลงจนอยู่ในระดับที่ไม่ปลอดภัย จากสัญญาณเตือนทางกายภาพและพฤติกรรมของสระน้ำ ไม่ว่าจะเป็น…
- น้ำเริ่มเปลี่ยนสีหรือขุ่นมัว: หากน้ำในสระเริ่มเปลี่ยนจากสีฟ้าใสเป็นสีเขียวจาง ๆ หรือน้ำขุ่นขาวจนมองไม่เห็นก้นสระ นั่นเป็นสัญญาณว่าไม่มีคลอรีนมากพอที่จะยับยั้งการเจริญเติบโตของตะไคร่น้ำและแบคทีเรียแล้ว
- มีคราบลื่นตามพื้นและผนังสระ: หากลองจับบริเวณผิวสัมผัสของกระเบื้องหรือบันไดสระแล้วรู้สึกลื่นมือคล้ายมีเมือกใสเกาะอยู่ แสดงว่าเริ่มเกิดไบโอฟิล์มจากแบคทีเรียและสาหร่าย
- มีกลิ่นฉุนรุนแรง: หลายคนเข้าใจผิดว่ากลิ่นฉุนคือกลิ่นคลอรีนเยอะ แต่ความจริงคือกลิ่นของ คลอรามีนที่เกิดจากคลอรีนที่แตกตัวไปจับกับสิ่งสกปรกจนหมดสภาพแล้ว
- รู้สึกระคายเคืองขณะใช้งานสระ: หากลงเล่นน้ำแล้วรู้สึกแสบตา ผิวแห้งตึงผิดปกติ หรือมีผื่นคันหลังจากขึ้นจากสระ สาเหตุมักมาจากน้ำปนเปื้อนเชื้อโรคและมีค่า pH ที่เพี้ยนไป เพราะไม่มีคลอรีนคอยควบคุมและฆ่าเชื้อโรคในน้ำ
- เสียค่าดูแลบ่อยขึ้น: หากคุณเริ่มจ่ายค่าบริการดูแลสระว่ายน้ำบ่อยกว่าปกติ แทนที่จะเสียเป็นรายเดือนตามรอบ นี่เป็นตัวบ่งชี้ว่าระบบจ่ายคลอรีนในสระของคุณอาจมีปัญหาหรือสารเคมีหมดเร็วกว่ากำหนด
- ใช้ชุดทดสอบค่าน้ำ (Pool Test Kit): ถือเป็นวิธีที่แม่นยำที่สุดในบรรดาวิธีทั้งหมด หากหยดน้ำยาหรือจุ่มแถบสีแล้วค่า Free Chlorine ขึ้นเป็น 0 ppm หรือต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานประมาณ 1.0 – 3.0 ppm แสดงว่าสระของคุณไม่มีคลอรีนหลงเหลืออยู่แล้ว
คลอรีนใช้เวลาระเหยกี่วัน?
คลอรีนใช้เวลาระเหยประมาณ 1-2 วัน ในกรณีที่เป็นน้ำประปาที่ตั้งทิ้งไว้ในภาชนะเปิดโล่งและอยู่ในร่ม แต่หากอยู่ในพื้นที่กลางแจ้งที่ทั้งโดนลมโดนแสงแดดจัด รังสี UV จะเร่งปฏิกิริยาจนคลอรีนสลายตัวและระเหยอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ในทางกลับกัน หากเป็นน้ำประปาที่ถูกเก็บไว้ในภาชนะที่ปิดฝาสนิท คลอรีนก็จะใช้เวลานานหลายสัปดาห์หรือเกือบเดือนกว่าจะเจือจางจนหมด ทั้งนี้ความเร็วในการระเหยจะขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านอุณหภูมิ พื้นที่หน้าตัดของภาชนะที่สัมผัสอากาศ และปริมาณแสงแดดเป็นหลัก
มีวิธีที่หยุดไม่ให้คลอรีนระเหยได้ไหม?
แม้ว่าเราจะไม่สามารถหยุดยั้งให้คลอรีนระเหยได้ 100% เพียงแต่ต้องเลือกวิธีให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของน้ำ เพราะกลไกการรักษาคลอรีนในน้ำประปาที่ใช้บริโภคในบ้านกับน้ำในสระว่ายน้ำกลางแจ้งจะใช้วิธีการที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยมีวิธียอดนิยม ดังนี้
1. การเก็บน้ำในภาชนะที่ปิดมิดชิด (สำหรับน้ำประปา)
วิธีที่ง่ายและได้ผลที่สุดสำหรับน้ำประปาในบ้านคือการตัดปัจจัยเรื่องการสัมผัสอากาศ โดยการนำน้ำประปาไปใส่ไว้ในถังแกลลอน ขวดโหล หรือถังพักน้ำที่มีฝาปิดล็อกมิดชิด วิธีนี้จะช่วยกักเก็บคลอรีนไม่ให้เล็ดลอดออกสู่ชั้นบรรยากาศ และหากเลือกใช้ภาชนะที่เป็นสีทึบแสง นอกจากจะช่วยเลี่ยงแสงแดดแล้ว ยังช่วยยืดอายุให้คลอรีนคงอยู่ในน้ำประปาได้ยาวนานหลายสัปดาห์หรือหลักเดือนเลยทีเดียว
2. การใช้กรดไซยานูริก (สำหรับสระว่ายน้ำ)
สำหรับสระว่ายน้ำกลางแจ้งที่ไม่สามารถปิดฝาหลบแดดได้ วิธีแก้ปัญหาคือการเติมกรดไซยานูริก (Cyanuric Acid) หรือที่เรียกว่า Stabilizer ลงไปในน้ำ สารตัวนี้จะทำหน้าที่เป็นเหมือนครีมกันแดดเคมี โดยจะเข้าไปจับพันธะกับโมเลกุลของคลอรีนอิสระชั่วคราว เพื่อกางร่มปกป้องคลอรีนไม่ให้ถูกรังสี UV จากแสงแดดทำลายชั่วพริบตา ทำให้คลอรีนในสระว่ายน้ำสลายตัวช้าลงได้ถึง 3-4 เท่าเลยทีเดียว
3. การควบคุมอุณหภูมิและการเคลือบผิวน้ำ (สำหรับบ่อแช่และสระว่ายน้ำ)
ความร้อนและแรงกระเพื่อมของผิวน้ำเป็นตัวเร่งให้คลอรีนกลายเป็นก๊าซเร็วขึ้น การควบคุมอุณหภูมิน้ำไม่ให้ร้อนจัดจนเกินไป รวมถึงใช้ผ้าคลุมสระว่ายน้ำในช่วงที่ไม่ได้ใช้งานบ่อหรือสระว่ายน้ำ จะช่วยลดทั้งการสัมผัสแสงแดดโดยตรงและลดการระเหยของหน้าดิน นอกจากจะช่วยรักษาปริมาณคลอรีนในสระหรือบ่อพักน้ำไม่ให้ระเหยหายไปกับอากาศแล้ว ยังช่วยกันฝุ่นละอองไม่ให้ลงไปปนเปื้อนในน้ำได้อีกด้วย
ท้ายที่สุดแล้ว แม้ว่าปัญหาคลอรีนระเหยจะทำให้น้ำเสียสมดุลและนำไปสู่ปัญหาสุขอนามัยต่างๆ หรืออาจทำให้อุปกรณ์เสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควร แต่หากคุณดูแลเอาใจใส่ในแหล่งน้ำของคุณให้ใส่สะอาดอยู่เสมอ นอกจากจะยืดอายุคลอรีนในน้ำได้แล้ว ยังช่วยถนอมอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้อีกด้วย แต่หากสระว่ายน้ำคุณเริ่มมีปัญหาดังกล่าวแต่คุณเองก็ไม่มีเวลาดูแลสระด้วยตัวเอง การให้ช่างสระว่ายน้ำมืออาชีพเข้ามาช่วยดูแลอย่างสม่ำเสมอ ถือเป็นทางออกที่ดีที่จะช่วยให้คุณมั่นใจว่าน้ำจะใสสะอาดปลอดภัย พร้อมใช้งานในทุก ๆ วัน
