รวมวิธีปล่อยน้ำออกจากสระว่ายน้ำ ปลอดภัย โครงสร้างไม่พัง

หลายคนอาจคิดว่าวิธีปล่อยน้ำออกจากสระเป็นเรื่องง่าย ๆ แค่เปิดวาล์วหรือเปิดปั๊มทิ้งไว้ก็จบ แต่ที่จริงแล้วถ้าทำผิดวิธี หรือไม่เตรียมความพร้อมให้ดี น้ำปริมาณมหาศาลที่ปล่อยออกจากสระอาจสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างสระเองหรือแม้แต่อุปกรณ์ชิ้นสำคัญภายในสระได้ง่าย ๆ เลย ในบทความนี้เราได้รวบรวมข้อมูลที่คุณควรรู้ก่อนสูบน้ำออกจากสระ เพื่อให้การดูแลสระว่ายน้ำของคุณเป็นเรื่องง่ายและปลอดภัยที่สุด
ทำไมต้องรู้วิธีปล่อยน้ำออกจากสระว่ายน้ำที่ถูกต้องก่อน?
การปล่อยน้ำออกจากสระว่ายน้ำมีผลโดยตรงต่อโครงสร้างและความปลอดภัยของสระ เพราะถ้าผู้ดูแลสระระบายน้ำออกหมดสระในขณะที่ระดับน้ำใต้ดินภายนอกยังสูงอยู่ แรงดันดินและน้ำใต้ดินจะดันออกมาจนสระระเบิด ร้าว หรือลอยตัวขึ้นมาพังเสียหาย นอกจากนี้ การปรับวาล์วระบบกรองหรือเดินปั๊มน้ำทิ้งแบบผิด ๆ อาจทำให้ปั๊มไหม้ ท่อแตก หรือระบบกรองชำรุดเสียหายได้ ดังนั้น การรู้วิธีที่ถูกต้องจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการปล่อยน้ำให้เหมาะกับประเภทของสระ แต่ยังช่วยป้องกันความเสียหายมูลค่าหลักแสนหรือหลักล้านที่อาจเกิดขึ้นกับสระว่ายน้ำของคุณได้อีกด้วย
วิธีปล่อยน้ำออกจากสระว่ายน้ำ มีอะไรบ้าง?
1. การปล่อยน้ำผ่านระบบวาล์วระบายน้ำหลัก
เป็นวิธีมาตรฐานที่ติดตั้งระบบท่อระบายน้ำทิ้งสำเร็จรูปมาตั้งแต่แรก โดยผู้ดูแลสระจะต้องเข้าไปที่ห้องเครื่องระบบกรองน้ำ จากนั้นปรับหมุนวาล์วควบคุมหลัก (Multiport Valve) ไปที่ตำแหน่งวาล์ว Waste (ระบายน้ำทิ้ง) เพื่อสั่งให้ระบบเดรนน้ำออกโดยตรงโดยไม่ผ่านถังกรองน้ำ จากนั้นค่อยเปิดวาล์ว Maindrain บริเวณจุดที่ลึกที่สุดของก้นสระ เพื่อให้แรงดันจากปั๊มสระว่ายน้ำดูดมวลน้ำทั้งหมดออกไปทิ้งยังท่อระบายน้ำสาธารณะทันที
2. การปล่อยน้ำด้วยปั๊มไดโว่หรือปั๊มจุ่ม
เป็นหนึ่งในวิธีเอาน้ำออกจากสระที่เหมาะสำหรับสระว่ายน้ำที่ไม่มีระบบท่อระบายน้ำทิ้งสำเร็จรูป หรือใช้ในกรณีที่น้ำในสระลดระดับลงต่ำกว่าช่องดูดน้ำของระบบ Main Drain จนปั๊มหลักดูดน้ำต่อไม่ได้ รวมถึงกรณีที่ต้องการสูบน้ำออกโดยด่วน โดยการหย่อนปั๊มจุ่มลงไปที่จุดลึกที่สุดของก้นสระ แล้วต่อสายยางหรือท่อผ้าใบระบายน้ำออกไปยังจุดทิ้งน้ำภายนอก เนื่องจากแยกการทำงานออกมาภายนอกอย่างชัดเจน จึงทำให้วิธีนี้ปลอดภัยต่อระบบกรองหลักของสระสูงมาก แต่ผู้ดูแลสระต้องคอยเฝ้าระวังไม่ให้ปั๊มทำงานในสภาวะน้ำแห้ง เพราะอาจทำให้มอเตอร์ปั๊มไหม้ชำรุดได้
3. การปล่อยน้ำด้วยวิธีกาลักน้ำ
เป็นวิธีปล่อยน้ำที่ทั้งง่ายและประหยัดที่สุดในบรรดาวิธีทั้งหมด เพราะไม่ต้องพึ่งไฟฟ้าหรือเครื่องปั๊มน้ำเลย เหมาะสำหรับสระว่ายน้ำขนาดเล็กอย่างสระเป่าลม สระสำเร็จรูป หรืออ่างสปา โดยเริ่มจากใช้สายยางเส้นยาวกรอกน้ำให้เต็มสาย จากนั้นใช้นิ้วอุดปลายสายยางทั้ง 2 ด้านไว้ แล้วนำปลายสายด้านหนึ่งหย่อนลงไปที่ก้นสระ แล้วนำปลายสายอีกด้านหนึ่งไปวางในจุดระบายน้ำทิ้งที่มีระดับพื้นที่ต่ำกว่าก้นสระ เมื่อปล่อยนิ้วออก แรงดันน้ำและความต่างของระดับความสูงจะช่วยดึงน้ำในสระให้ไหลออกตามสายยางจนหมดสระ
แต่อย่างไรก็ตามวิธีนี้ก็ใช้เวลานานที่สุดด้วยเช่นกัน และถ้าสายยางพับ งอ หรือมีฟองอากาศหลุดเข้าไปตรงกลางสายระหว่างที่ปล่อยน้ำ ระบบกาลักน้ำก็อาจหยุดทำงานไปดื้อ ๆ คุณจะต้องมานั่งกรอกน้ำเข้าสายยางเพื่อเริ่มต้นระบบใหม่อีกรอบ
วิธีปล่อยน้ำออกจากสระว่ายน้ำแต่ละแบบแตกต่างกันอย่างไร?
เพื่อให้คุณเห็นภาพว่าวิธีเอาน้ำออกจากสระทั้ง 3 วิธี แตกต่างกันอย่างไร มีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง แล้วเหมาะกับสระว่ายน้ำของคุณไหม เราได้รวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจไว้ในตารางด้านล่างนี้แล้ว
| วิธีระบายน้ำ | ความเร็วในการระบาย | อุปกรณ์ที่ต้องใช้ | ประเภทของสระ | ข้อดี / ข้อจำกัด |
|---|---|---|---|---|
| 1. ผ่านระบบวาล์วระบายน้ำหลัก | รวดเร็วสูงทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกำลังปั๊มสระ | ระบบท่อและปั๊มเดิมของสระ | สระคอนกรีตมาตรฐาน, สระอินฟินิตี้, สระระบบเกลือหรือคลอรีนทั่วไป | ข้อดี: สะดวกที่สุด ไม่ต้องย้ายอุปกรณ์ข้อจำกัด: สูบน้ำออกไม่หมด 100% |
| 2. ใช้ปั๊มไดโว่ / ปั๊มจุ่ม | รวดเร็วที่สุด สามารถสูบได้ต่อเนื่องจนกว่าสระจะแห้ง | ปั๊มไดโว่, สายยางขนาดใหญ่ หรือท่อผ้าใบ | สระทุ่งกว้าง, สระขนาดใหญ่ หรือใช้เก็บตกน้ำก้นสระ | ข้อดี: ดูดน้ำได้เกลี้ยงก้นสระ, ปลอดภัยต่อปั๊มหลักข้อจำกัด: มีค่าใช้จ่ายซื้อปั๊มเพิ่ม, ต้องคอยระวังปั๊มไหม้ |
| 3. วิธีกาลักน้ำ | ช้าที่สุดเพราะไหลตามแรงโน้มถ่วง | สายยาง 1 เส้น | สระเป่าลม, สระสำเร็จรูปขนาดเล็ก, อ่างจากุซซี่/อ่างสปา | ข้อดี: ประหยัด ไม่ใช้ไฟฟ้าข้อจำกัด: ใช้เวลานานมาก หากสายยางหลุดหรือพับ น้ำจะหยุดไหลทันที |
หมายเหตุ ข้อมูลในตารางเป็นเพียงการเปรียบเทียบในเบื้องต้น ในความเป็นจริงอาจคลาดเคลื่อนไปตามปัจจัยต่าง ๆ ทั้งขนาดแรงม้าของปั๊มน้ำ, ขนาดหน้ากว้างของท่อและสายยางที่เลือกใช้, ระดับความลึกและความจุรวมของสระว่ายน้ำ รวมถึงระยะทางและความลาดชันของพื้นที่ในการเดินสายระบายน้ำทิ้งของแต่ละบ้าน
ควรสูบน้ำออกจากสระตอนไหนดี?
ขอแนะนำเป็นช่วงที่มีอากาศแห้งแล้ง ติดต่อกันหลายวัน และไม่มีฝนตกจะดีที่สุด ช่วงเวลาที่ระดับน้ำใต้ดินรอบๆ สระลดต่ำลงจนอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย เพื่อลดความเสี่ยงจากแรงดันน้ำใต้ดินที่อาจดันโครงสร้างสระจนเกิดรอยร้าว นอกจากนี้ ควรสูบน้ำในวันที่มีแดดจัดช่วงเช้า เพื่อให้พื้นผิวสระแห้งไว ทำความสะอาดหรือซ่อมแซมกระเบื้องได้ง่าย แต่ถึงอย่างไรก็ตามเราไม่แนะนำให้ปล่อยสระทิ้งไว้นานเกิน 24 – 48 ชั่วโมง เพราะความร้อนจากแดดเมืองไทยอาจทำให้โครงสร้างสระและปูนยาแนวกระเบื้องแห้งกรอบจนร่อนเสียหายได้
ก่อนระบายน้ำออกจากสระ เตรียมตัวอย่างไรดี?
ถ้าไม่อยากมีปัญหาหลังระบายน้ำออกจากสระ คุณควรเตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ ให้พร้อม ดังนี้
- ปรับค่าสารเคมีให้เป็นกลางก่อน: หยุดเติมคลอรีนล่วงหน้าประมาณ 3 – 5 วัน หรือใช้สารลดคลอรีน เพื่อปรับให้ค่าคลอรีนเหลือ 0 ppm เพื่อไม่ให้น้ำที่ระบายลงสู่ท่อสาธารณะมีค่าคลอรีนสูงเกินไปจนทำลายระบบนิเวศข้างเคียง
- เคลียร์เศษขยะและใบไม้ในสระ: ใช้สวิงตักเศษใบไม้และขยะออกจากสระให้หมดก่อนสูบน้ำ เพราะเศษขยะที่หลงเหลืออาจเข้าไปอุดตันในระบบท่อ จนทำให้ปั๊มน้ำหรือใบพัดเสียหาย
- ปิดระบบอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมด: ตรวจสอบและปิดสวิตช์ระบบทำความร้อน (Heater) ระบบเกลือ และไฟใต้น้ำของสระว่ายน้ำ ต่อให้เป็นการดูแลสระว่ายน้ำระบบเกลือหรือระบบอื่นก็ตาม เพราะถ้าอุปกรณ์เหล่านี้ทำงานโดยไม่มีน้ำในอยู่ระบบเลย อาจเกิดความร้อนสะสมจนชำรุดเสียหายหรืออาจระเบิดต่อหน้าต่อตาเราเลย
- เตรียมอุปกรณ์ทำความสะอาดให้พร้อม: พอน้ำลดระดับลง คราบสกปรกและตะไคร่น้ำจะเริ่มแห้งเกาะติดผนังสระ หากปล่อยให้แห้งนาน ๆ จะทำให้ขัดออกยาก ดังนั้นควรเตรียมแปรงขัด น้ำยาทำความสะอาด และอุปกรณ์เซฟตี้ไว้ให้พร้อม แล้วรีบลงมือขัดล้างตอนที่ระดับน้ำกำลังลดลงได้เลย
ขั้นตอนการปล่อยน้ำออกจากสระว่ายน้ำ มีอะไรบ้าง?
หลังจากเตรียมตัวเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาที่เราจะต้องปล่อยน้ำออกจากสระจริง ๆ แล้ว เพื่อให้การปล่อยน้ำเป็นไปอย่างราบรื่น เราขอแนะนำให้คุณปฏิบัติตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
1. เลือกวิธีระบายน้ำที่เหมาะสมและต่อท่อน้ำทิ้ง
พอคุณตัดสินใจได้แล้วว่าจะใช้วิธีไหน ให้คุณต่อท่อส่งน้ำหรือต่อสายยางขนาดใหญ่เข้ากับอุปกรณ์ระบายน้ำ แล้วลากปลายสายไปยังจุดระบายน้ำทิ้งที่เตรียมไว้ ทั้งนี้อย่าลืมตรวจสอบให้แน่ใจว่าปลายสายยางยึดกันแน่นแล้วจริง ๆ
2. เดินระบบระบายน้ำ
เปิดสวิตช์เครื่องปั๊มน้ำหรือเปิดวาล์วระบบน้ำทิ้งเพื่อเริ่มเดินระบบระบายน้ำทันที ในช่วง 15 – 30 นาทีแรกนี้ให้คุณคอยสังเกตว่า น้ำไหลไปตามเส้นทางระบายน้ำที่กำหนดไว้ไหม มีจุดไหนรั่วซึม มีน้ำเอ่อล้นระบายไม่ทันหรือไม่ หากพบจุดที่มีปัญหาจะได้รีบแก้ก่อนที่น้ำจะท่วมขังเป็นวงกว้าง
3. ขัดล้างผนังสระในขณะที่ระดับน้ำลด
เมื่อเห็นว่าระดับน้ำค่อย ๆ ลดลง ให้ใช้แปรงขัดสระขัดบริเวณขอบสระและผนังสระที่มีคราบตะไคร่น้ำ คราบครีมกันแดด หรือคราบสกปรกทันที การทำแบบนี้จะช่วยประหยัดแรงและเวลาลงไปได้มาก เพราะคราบที่ยังเปียกน้ำอยู่จะหลุดออกง่ายมากหากใช้เครื่องมือทำความสะอาดที่เหมาะสม
4. ปิดระบบระบายน้ำทันทีที่น้ำลดต่ำสุด
พอระดับน้ำลดลงจนเหลือจากก้นสระเพียงไม่กี่นิ้วให้ปิดระบบทันที จากนั้นให้ใช้ปั๊มจุ่มตัวเล็ก (ปั๊มไดโว่) เครื่องดูดน้ำ หรือตักน้ำที่เหลืออยู่บริเวณก้นสระให้แห้ง พร้อมทั้งไล่น้ำออกจากระบบท่อสระน้ำเพื่อไม่ให้มีน้ำสกปรกตกค้าง เมื่อขัดล้างคราบสุดท้ายเสร็จสิ้น ให้ตรวจสอบความเรียบร้อยของผิวกระเบื้อง ยาแนว หรือจุดที่ชำรุด จากนั้นเตรียมสับวาล์วกลับเข้าสู่โหมดเติมน้ำสะอาดเข้าสระทันที เพื่อไม่ให้สระตากแดดนานเกินไป
ข้อควรระวังในการปล่อยน้ำออกจากสระว่ายน้ำ
การปล่อยน้ำออกจากสระว่ายน้ำมีสิ่งที่ต้องระวังอย่างมาก เพราะหากทำลวก ๆ หรือทำผิดจังหวะ แทนที่จะได้สระที่ใสสะอาด กลับกลายเป็นการทำลายโครงสร้างสระให้พังเสียหายขั้นรุนแรงแทน สำหรับข้อควรระวังหลัก ๆ มีดังนี้
1. ระวังปัญหาสระลอยตัวจากน้ำใต้ดิน (Hydrostatic Pressure)
บางคนปล่อยน้ำออกจากสระในช่วงหน้าฝนเพราะเข้าใจผิดว่าฝนที่ตกลงมาจะช่วยล้างสระไปในตัว แต่ที่จริงแล้วนี่คือช่วงเวลาที่อันตรายที่สุด เพราะน้ำฝนที่ตกลงมาจะซึมลงสู่ใต้ดิน ทำให้ระดับน้ำใต้ดินรอบสระพุ่งสูงขึ้นจนเกิดแรงดันมหาศาลมุดอยู่ใต้โครงสร้างสระ เวลาเราสูบน้ำในสระออกจนหมด น้ำหนักของน้ำในสระที่เคยช่วยกดทับโครงสร้างไว้จะหายไปทันที ทำให้แรงดันน้ำใต้ดินถูกดันขึ้นมา ส่งผลให้โครงสร้างสระร้าว แตกหัก หรือในกรณีที่เลวร้ายที่สุด แรงดันดินจะยกทั้งสระให้ลอยขึ้นมาจากพื้นดินจนบิดเบี้ยวเสียหายถาวร บอกเลยว่าค่าซ่อมแซมนั้นแทบไม่ต่างจากการทุบสร้างสระใหม่เลย
2. อย่าปล่อยให้ปั๊มน้ำทำงานตัวเปล่า
เพราะช่วงที่ปล่อยน้ำจนใกล้จะหมดสระเป็นช่วงที่น้ำลดลงจนถึงระดับท่อดูด ปั๊มน้ำจะเริ่มดูดเอาอากาศเข้าไปแทนที่มวลน้ำที่หายไปจนเกิดภาวะ Air Lock ที่มีฟองอากาศเข้าไปขวางทางเดินน้ำด้านใน จะทำให้ปั๊มหมุนโดยไม่มีน้ำไหลผ่านจนเกิดความร้อนสะสม หากผู้ดูแลสระไม่ได้ระดับน้ำตลอดเวลา อาจทำให้ซีลยางละลาย น้ำรั่วซึม จนมอเตอร์ปั๊มไหม้ในที่สุด ดังนั้น หากพบว่ามีเสียงแปลก ๆ ในระบบเมื่อไหร่ แสดงว่าน้ำเริ่มแห้งแล้ว ให้รีบปิดสวิตช์หยุดเครื่องทันที
3. เช็กปลายทางระบายน้ำก่อนเปิดวาล์ว
น้ำในสระที่จะปล่อยออกไปอาจมีปริมาณหลายสิบหรือหลายร้อยลูกบาศก์เมตร ไม่ต่างอะไรจากการปล่อยน้ำป่าขนาดย่อมลงสู่ระบบระบายน้ำ ดังนั้น คุณจะต้องตรวจสอบก่อนว่าพื้นที่รองรับน้ำปลายทางจะรองรับความจุของน้ำในสระได้เพียงพอไหม เพราะถ้าปลายทางอุดตันหรือระบายน้ำไม่ทัน อาจทำให้น้ำในสระเอ่อล้นกลับมายังสระเราเองจนกลายเป็นปัญหาน้ำท่วมขังรอบสระ ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดอาจไหลท่วมเข้าที่พักอาศัยทั้งของเราเองหรือลามไปถึงเพื่อนบ้าน ที่อาจบานปลายกลายเป็นคดีความฟ้องร้องไม่จบไม่สิ้น
สุดท้ายนี้ หากคุณรู้สึกว่าขั้นตอนซับซ้อนเกินไป กลัวจะสับวาล์วผิดพลาด หรือไม่มีเวลามานั่งทำเอง ขอแนะนำให้เรียกช่างสระว่ายน้ำเข้ามาจัดการแทนจะดีกว่าครับ เพราะนอกจากจะช่วยให้คุณประหยัดทั้งแรงทั้งเวลาแล้ว ยังช่วยการันตีความปลอดภัยและเซฟโครงสร้างสระราคาหลักแสนหลักล้านของคุณให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ 100%
