วิธีทำให้น้ำในสระใส ทำยังไงให้สระว่ายน้ำน่าใช้อยู่เสมอ?
บ้านที่มีสระว่ายน้ำหลาย ๆ บ้านคงเคยประสบปัญหา “น้ำขุ่น น้ำเขียว มีกลิ่น หรือพื้นลื่น” ซึ่งนอกจากจะทำให้สระว่ายน้ำดูไม่น่าใช้งานแล้ว ยังเป็นสัญญาณของปัญหาน้ำเสียและระบบกรองที่ไม่สมดุลอีกด้วย การดูแลสระว่ายน้ำให้น้ำในสระใสสะอาดและน่าใช้อยู่เสมอ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่เจ้าของบ้านควรทำอยู่เสมอ ซึ่งวิธีทำให้น้ำในสระใสนั้น สามารถทำได้ตามวิธีดังนี้
เข้าใจสาเหตุที่น้ำไม่ใส ก่อนเริ่มแก้ไข
ก่อนที่จะไปรู้วิธีทำให้น้ำในสระใส มาทำความเข้าใจสาเหตุกันก่อนว่า การที่น้ำในสระว่ายน้ำขุ่น เกิดน้ำเขียวในสระว่ายน้ำ หรือสระว่ายน้ำมีกลิ่น มีสาเหตุมาจากอะไรบ้าง ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ ก็จะมี ดังนี้
- ค่า pH ไม่สมดุล : หากค่า pH สูงเกินไป จะทำให้คลอรีนทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ จนทำให้สระว่ายน้ำขุ่น หรือสระว่ายน้ำเขียวได้
- มีตะไคร่น้ำในสระว่ายน้ำ : เกิดจากการที่สระว่ายน้ำไม่เติมเคมีภัณฑ์สระว่ายน้ำอย่างสม่ำเสมอ
- ระบบกรองสระว่ายน้ำไม่ดีพอ : เป็นเพราะไส้กรองตัน หรือไม่ได้ล้างอย่างสม่ำเสมอ ทำให้สิ่งสกปรกเกิดการสะสมและอุดตัน
- ฝุ่น หรือใบไม้ ตกลงไปสะสมในน้ำ : โดยเฉพาะสระว่ายน้ำกลางแจ้งที่เปิดโล่ง หากไม่ได้ทำความสะอาด เก็บกวาดใบไม้หรือสิ่งสกปรกออกไป จะเกิดการสะสมจนทำให้น้ำในสระว่ายน้ำเปลี่ยนสีได้
- การเติมน้ำใหม่บ่อยเกินไป : บางครั้งน้ำประปาที่เติมเข้าไปมีค่าความกระด้างสูง ทำให้น้ำขุ่นในภายหลัง
วิธีทำให้น้ำในสระใส ทำยังไงให้สระว่ายน้ำน่าใช้อยู่เสมอ?
1. ตรวจเช็กและดูแลระบบกรองน้ำอย่างสม่ำเสมอ
หัวใจของสระว่ายน้ำที่ใสสะอาดอยู่ที่ “ระบบกรองน้ำ” เพราะระบบกรองจะช่วยดูดเอาฝุ่น ตะกอน และสิ่งสกปรกออกจากน้ำ หากระบบกรองสระว่ายน้ำทำงานได้ไม่เต็มที่ น้ำในสระก็จะเริ่มขุ่นและไม่ใส ซึ่งวิธีทำน้ำในสระให้ใสที่นิยมใช้กัน ก็คือการเช็กและดูแลระบบกรองสระว่ายน้ำอย่างสม่ำเสมอนั่นเอง
ดูแลระบบกรองอย่างไร ทำน้ำในสระให้ใส?
- ล้างไส้กรอง (Backwash) อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรือบ่อยกว่านั้นหากใช้งานสระทุกวัน
- ตรวจสอบแรงดันในถังกรอง หากแรงดันสูงกว่าปกติ แสดงว่าไส้กรองอุดตัน
- ล้าง skimmer basket หรือกระบะดักเศษใบไม้ทุกวัน
- ตั้งเวลาให้ปั๊มน้ำทำงานวันละ 6–8 ชั่วโมง เพื่อให้น้ำหมุนเวียนตลอดเวลา
- หากสระมีขนาดใหญ่และมีคนใช้งานบ่อย ควรพิจารณาติดตั้งระบบกรองแบบ Cartridge Filter หรือ DE Filter ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าทรายธรรมดา
2. ปรับสมดุลเคมีในน้ำให้เหมาะสมอยู่เสมอ
แม้จะกรองน้ำดีแค่ไหน แต่ถ้าเคมีในน้ำไม่สมดุล ก็ไม่สามารถรักษาความใสไว้ได้นานเท่าที่ควร วิธีทำให้น้ำในสระใส วิธีต่อมาก็คือการปรับสมดุลเคมีในน้ำให้เหมาะสมอยู่เสมอ โดยค่าที่ต้องตรวจวัดเป็นประจำ ได้แก่
- ค่า pH : ช่วงค่าที่เหมาะสม อยู่ที่ 7.2 – 7.6 ถ้า pH ต่ำเกินไป น้ำจะเป็นกรด ทำลายพื้นสระและผิวหนัง แต่ถ้าสูงเกินไป คลอรีนจะไม่ออกฤทธิ์
- เติมคลอรีนสระว่ายน้ำ : ในค่าที่เหมาะสม 1 – 3 ppm ช่วยฆ่าเชื้อโรคและตะไคร่
- Alkalinity : ช่วงค่าที่เหมาะสม อยู่ที่ 80 – 120 ppm ช่วยรักษาค่า pH ให้คงที่
- Calcium Hardness : ช่วงค่าที่เหมาะสม อยู่ที่ 200 – 400 ppm ป้องกันการกัดกร่อนของพื้นและผนังสระ
คำแนะนำในการปรับสมดุลเคมี
- ใช้ Test Kit ตรวจค่าน้ำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
- หากน้ำเขียว วิธีทำสระน้ำให้ใสที่นิยมใช้แก้ไขกัน ก็คือการเพิ่มคลอรีนแบบ Shock Chlorine (คลอรีนเข้มข้น) เพื่อฆ่าตะไคร่และเชื้อโรค
- ห้ามเทคลอรีนลงน้ำโดยตรง ควรละลายน้ำก่อนหรือใช้เครื่องจ่ายอัตโนมัติ
3. ป้องกันตะไคร่และเชื้อโรค
ตะไคร่สระว่ายน้ำ ถือเป็นศัตรูตัวฉกาจที่ทำให้เจ้าของสระว่ายน้ำถึงกับปวดหัวได้เลยทีเดียว เพราะนอกจากทำให้สระว่ายน้ำเขียว สระว่ายน้ำขุ่นแล้ว ยังทำให้พื้นลื่น เสี่ยงต่อการลื่นล้มอีกด้วย วิธีทำให้น้ำสระใสวิธีต่อมา ก็คือการป้องกันตะไคร่และเชื้อโรคนั่นเอง
วิธีทำให้สระน้ำใส เพื่อป้องกันตะไคร่และเชื้อโรค
- เติม Algaecide (สารป้องกันตะไคร่) ทุกสัปดาห์
- แปรงขัดผนังและพื้นสระอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
- ตรวจสอบบริเวณมุมสระหรือขั้นบันได เพราะมักเป็นจุดที่ตะไคร่เริ่มขึ้นก่อน
4. ทำความสะอาดสระอย่างต่อเนื่อง
แม้จะมีระบบกรองที่ดี แต่การดูแลสระว่ายน้ำและทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอก็ยังจำเป็นอยู่
สิ่งที่ควรทำเป็นประจำ
- ช้อนเศษใบไม้หรือแมลงออกทุกวัน
- ดูดตะกอน (Vacuum) สัปดาห์ละ 1–2 ครั้ง
- ขัดพื้นและขอบสระ เพื่อป้องกันคราบตะไคร่และคราบน้ำมันจากผิวหนัง
- ทำความสะอาดห้องเครื่องกรองน้ำ เพื่อป้องกันการสะสมของฝุ่นและความชื้น
- หากเป็นสระว่ายน้ำกลางแจ้ง ควรติดตั้งผ้าคลุมสระ เพื่อกันฝุ่นและลดการระเหยของน้ำในวันที่ไม่ได้ใช้งาน
Tips : หากไม่มีเวลาดูแลทำความสะอาดสระว่ายน้ำ สามารถให้บริการสระว่ายน้ำครบวงจรมาช่วยดูแลในส่วนนี้ได้ ซึ่งค่าดูแลสระว่ายน้ำนั้น จะขึ้นอยู่กับขนาดของสระว่ายน้ำ
5. รักษาระดับน้ำในสระให้เหมาะสม
วิธีทำให้น้ำในสระใสอีกวิธีที่สามารถทำได้ง่าย ๆ ก็คือการรักษาระดับน้ำในสระว่ายน้ำให้เหมาะสม เพราะระดับน้ำในสระส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของระบบกรองและปั๊มน้ำ ซึ่งหลักการง่าย ๆ ของการรักษาระดับน้ำในสระว่ายน้ำ ก็คือ
- ระดับน้ำควรอยู่ กึ่งกลางช่องดูดน้ำ (Skimmer Line)
- หากน้ำต่ำเกินไป ปั๊มจะดูดอากาศเข้าระบบ ทำให้กรองน้ำไม่ได้เต็มที่
- หากน้ำสูงเกินไป Skimmer จะไม่สามารถดูดเศษลอยน้ำได้
- ควรตรวจสอบระดับน้ำทุกสัปดาห์ โดยเฉพาะในฤดูร้อนที่น้ำระเหยเร็ว
- หากต้องเติมน้ำใหม่ ควรตรวจค่าสมดุล pH และคลอรีนทันที เพราะน้ำใหม่อาจทำให้ค่าเคมีในสระเปลี่ยนไป
6. ดูแลอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ ในสระว่ายน้ำให้ดี
อุปกรณ์เสริมสระว่ายน้ำ เช่น ไฟใต้น้ำ หัวฉีดน้ำ หรือบันไดสแตนเลส ก็มีผลต่อคุณภาพของน้ำและความปลอดภัยเช่นกัน การดูแลอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ เหล่านี้ให้สะอาดและน่าใช้งานอยู่เสมอ จึงถือเป็นวิธีทำให้น้ำในสระใสเช่นเดียวกัน นอกจากจะทำน้ำในสระให้ใสได้แล้ว ยังยืดอายุการใช้งานและลดความเสี่ยงจากกระแสไฟรั่วหรืออุบัติเหตุได้อีกด้วย
คำแนะนำในการดูแล
- ตรวจสอบไฟใต้น้ำ ให้แน่ใจว่าสายไฟและซีลกันน้ำไม่ชำรุด
- ล้างหัวฉีดน้ำและท่อส่งน้ำ ทุก 1–2 เดือน เพื่อป้องกันการอุดตัน
- ขัดบันไดและราวจับสแตนเลส เพื่อป้องกันคราบหินปูน
- หากมีระบบน้ำวนหรือสปา ควรทำความสะอาดหัวน้ำและกรองเฉพาะส่วนเป็นระยะ
7. รักษาความสมดุลระหว่างการใช้งาน และการพักสระ
อีกหนึ่งวิธีทำให้น้ำในสระใส ก็คือการรักษาความสมดุลระหว่างการใช้งาน และการพักสระว่ายน้ำเป็นระยะ ๆ หลังจากมีการใช้งานหนัก เช่น ปาร์ตี้สระว่ายน้ำ เป็นต้น ซึ่งการพักสระจะช่วยให้ระบบกรองและน้ำกลับเข้าสู่สมดุลได้เร็วขึ้น โดยสามารถทำได้ ดังนี้
- เพิ่มคลอรีนเล็กน้อย (Superchlorination) เพื่อฆ่าเชื้อที่อาจปนเปื้อน
- เปิดระบบกรองต่ออีก 12–24 ชั่วโมง
- ตรวจค่าน้ำในวันถัดมา แล้วปรับให้กลับเข้าสู่ค่าปกติ
การรู้วิธีทำให้น้ำในสระใส เป็นเรื่องที่เจ้าของสระว่ายน้ำจำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญ ซึ่งปัจจัยสำคัญที่จะทำน้ำในสระให้ใสได้นั้น ขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลัก ๆ ประกอบด้วย 1. ระบบกรองสระว่ายน้ำที่ดีและมีประสิทธิภาพ 2. ค่าความสมดุลทางเคมีที่เหมาะสม และ 3. การทำความสะอาดสระว่ายน้ำและอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งสามารถให้ช่างสระว่ายน้ำเข้ามาจัดการในส่วนนี้ได้ หากไม่รู้วิธีทำให้สระว่ายน้ำใสเบื้องต้น
