คราบหินปูนในสระว่ายน้ำเกิดจากอะไร มีวิธีกำจัดและป้องกันอย่างไรบ้าง

คราบหินปูนในสระว่ายน้ำ เป็นหนึ่งในปัญหาสระว่ายน้ำที่ใครๆ ก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น เพราะนอกจากจะบัดบงความสวยงามของสระที่คุณรักแล้ว ยังก่อให้เกิดอันตรายต่างๆ ทั้งตัวสระเองหรือแม้แต่ผู้ใช้งานอีกด้วย และถ้ายิ่งถ้าปล่อยให้ไว้อาจทำให้งบซ่อมสระว่ายน้ำบานปลายได้ในอนาคต วันนี้ PoolSPT จะมาเจาะลึกถึงสาเหตุ ผลเสีย วิธีกำจัด รวมถึงวิธีป้องกันไม่ให้คราบสกปรกมาทำร้ายสระที่คุณรัก
คราบหินปูนในสระว่ายน้ำ คืออะไร?
คราบหินปูนในสระว่ายน้ำ คือ ปรากฏการณ์ทางเคมีที่เกิดจากสภาวะน้ำในสระมีค่าความกระด้างและค่า pH ที่สูงเกินเกณฑ์มาตรฐาน ส่งผลให้แร่ธาตุแคลเซียมที่ละลายอยู่ในน้ำแปรสภาพเป็นของแข็งอิ่มตัวที่เกาะติดแน่นตามพื้นผิววัสดุต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแนวกระเบื้อง ร่องยาแนว หรืออุปกรณ์ในระบบหมุนเวียนน้ำ โดยสารเหล่านี้จะทำปฏิกิริยากับความร้อนและแสงแดดจนเซ็ตตัวหนาขึ้นเรื่อย ๆ หากสัมผัสจะรู้สึกสากมือคล้ายกระดาษทราย นอกจากจะบดบังความสวยงามของสระแล้ว หากปล่อยทิ้งไว้นาน อาจกลายเป็นแหล่งสะสมของตะไคร่น้ำและสิ่งสกปรกที่ขัดออกได้ยาก ทำให้ผู้ดูแลสระต้องเสียแรงเสียเวลาทำความสะอาดสระว่ายน้ำเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว
คราบหินปูนในสระว่ายน้ำ เกิดจากอะไร?
แม้ว่าคราบหินปูนในสระว่ายน้ำจะมีสาเหตุมาจากปัจจัยทางธรรมชาติอย่างความร้อนหรือแสงแดดที่เร่งการระเหยของน้ำ แต่อีกส่วนหนึ่งก็เกิดจากความไม่สมดุลของเคมีภัณฑ์สระว่ายน้ำด้วยเช่นกัน สำหรับสาเหตุของปัญหาดังกล่าวมีดังนี้
- ค่าความกระด้างของแคลเซียมสูงเกินไป: หากน้ำในสระมีแร่ธาตุแคลเซียมละลายมากเกินเกณฑ์มาตรฐาน (โดยปกติไม่ควรเกิน 200 – 400 ppm) น้ำในสระจะไม่สามารถละลายแร่ธาตุเหล่านี้ไว้ได้อีกต่อไป ส่งผลให้เกิดการอิ่มตัวและตกผลึกแยกตัวออกมาเกาะตามพื้นผิวสระ
- ค่า pH และค่า Alkalinity สูงเกินเกณฑ์: เมื่อน้ำมีความเป็นด่างสูง (ค่า pH เกิน 7.8 และค่าความด่างรวมหรือ Total Alkalinity เกิน 120 ppm) จะทำให้แลตทิซของแคลเซียมไม่เสถียรอีกต่อไปและจับตัวกันเป็นก้อนแข็งง่ายขึ้น ซึ่งสภาวะน้ำเป็นด่างนี้เองจะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาตกตะกอนชั้นดีที่ทำให้แคลเซียมกลายเป็นตะกอนหินปูนทันที
- น้ำในสระมีอุณหภูมิสูงขึ้น: แคลเซียมมีคุณสมบัติทางเคมีที่แปลกกว่าสารอื่นตรงที่จะละลายได้น้อยลงในน้ำอุ่น เมื่อสระว่ายน้ำโดนแดดเผาจนอุณหภูมิสูงขึ้น แคลเซียมจะหลุดออกจากโมเลกุลน้ำและกลายเป็นคราบหินปูนเกาะตามผนังอย่างรวดเร็ว
- การระเหยของน้ำตามธรรมชาติ: แม้ว่าจะทำให้ปริมาณน้ำในสระลดลงเมื่อน้ำในสระระเหยหายไปกับอากาศจากความร้อนและลม แต่แร่ธาตุแคลเซียมกลับไม่ได้ระเหยไปด้วย ส่งผลให้ความเข้มข้นของแคลเซียมบริเวณขอบสระพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเกิดเป็นแนวคราบหินปูนเส้นยาวรอบสระว่ายน้ำ
- ใช้คลอรีนประเภทแคลเซียมไฮโปคลอไรต์เป็นประจำ: Calcium Hypochlorite หรือคลอรีนผงมีส่วนผสมของแคลเซียมอยู่ด้วย หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานโดยไม่ได้ตรวจสอบหรือเจือจางน้ำเก่าออกบ้าง จะทำให้แคลเซียมสะสมในสระเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นคราบฝังแน่นในที่สุด
คราบหินปูนในสระว่ายน้ำ อันตรายต่อผู้ใช้สระอย่างไร?
หลายคนมักเข้าใจผิดว่าคราบหินปูนมีผลแค่ความสวยงามในสระ แต่หากปล่อยให้คราบเหล่านี้สะสมตัวหนาขึ้นเรื่อย ๆ มันอาจส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายรุนแรงต่อสระว่ายน้ำของคุณดังนี้
1. เป็นแหล่งสะสมสิ่งสกปรกที่เป็นอันตรายต่อผิวหนัง
เนื่องจากพื้นผิวของคราบหินปูนจะมีลักษณะสากคล้ายกระดาษทราย ซึ่งคราบนี้เองคือที่อยู่อาศัยชั้นดีของสปอร์สาหร่าย แบคทีเรีย และเชื้อรา ทำให้ประสิทธิภาพในการทำลายเชื้อโรคของคลอรีนในน้ำทำได้ไม่ดีพอ น้ำในสระจึงปนเปื้อนเชื้อโรคง่ายขึ้น เมื่อผู้ใช้งานลงเล่นน้ำ จึงมีโอกาสที่ผิวหนังจะสัมผัสกับเชื้อโรคและเกิดการระคายเคือง ผื่นคัน หรือติดเชื้อทางผิวหนังตามมา
2. เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุและการบาดเจ็บง่ายขึ้น
เมื่อคราบหินปูนเกาะตัวหนาขึ้นตามแนวบันไดสระ ขอบกระเบื้อง หรือทางเดิน สภาพพื้นผิวที่ขรุขระจะคมและแข็งมาก หากผู้เล่นน้ำเดินสะดุดหรือไปครูดกับคราบหินปูนแรง ๆ ก็อาจเกิดรอยถลอกหรือแผลบาดลึกได้ นอกจากนี้ ในบางจุดที่หินปูนผสมรวมเข้ากับแผ่นฟิล์มชีวภาพของแบคทีเรีย ก็จะเปลี่ยนจากความสากกลายเป็นลื่นจัด ซึ่งเสี่ยงต่อการลื่นล้มหัวฟาดพื้นได้ง่ายขึ้น
3. สร้างความเสียหายรุนแรงต่ออุปกรณ์และระบบกรองน้ำ
คราบหินปูนไม่ได้เกาะอยู่แค่ตามขอบสระเท่านั้น แต่ยังวิ่งเข้าไปตกตะกอนในจุดที่มีความร้อนสูงอย่างภายในเครื่องทำน้ำอุ่น รวมถึงฝังตัวในระบบท่อ ปั๊มน้ำ และอุปกรณ์ทำความสะอาดสระว่ายน้ำต่าง ๆ ที่ต้องสัมผัสกับน้ำในระบบบำบัดโดยตรง ส่งผลให้ระบบหมุนเวียนน้ำอุดตัน ปั๊มน้ำทำงานหนักขึ้นจนเกิดความร้อนจัดและมอเตอร์ไหม้ในที่สุด และความเสียหายต่อระบบหลังบ้านนี้เองอาจบานปลายจนต้องเสียค่าซ่อมมหาศาลหรืออาจต้องเปลี่ยนระบบกรองใหม่ทั้งหมด
มีวิธีกำจัดคราบหินปูนในสระว่ายน้ำกี่แบบ อะไรบ้าง?
สำหรับวิธีกำจัดคราบหินปูนในสระว่ายน้ำหลัก ๆ จะแบ่งออกเป็น 4 วิธี ตามความหนาของคราบและประเภทของพื้นผิวสระ แต่ละวิธีจะมีขั้นตอนและการเลือกใช้แปรงขัดที่เหมาะสมดังนี้
1. ใช้น้ำยาขจัดคราบหินปูนสำเร็จรูป
วิธีนี้เหมาะสำหรับคราบหินปูนที่เพิ่งเริ่มก่อตัวหรือคราบที่ยังไม่หนามาก โดยใช้เคมีภัณฑ์สระว่ายน้ำประเภท Scale Remover เทลงในน้ำตามอัตราส่วนเพื่อย่อยสลายและลดความเหนียวของคราบแคลเซียม แล้วใช้แปรงขัดสระขนไนลอนแข็งขัดถูซ้ำบริเวณขอบสระหลัง เพื่อเซาะเอาคราบหินปูนที่กำลังอ่อนตัวออกจากผิวกระเบื้องโดยไม่ต้องสูบน้ำออกจากสระ
2. ใช้กรดเกลือขัดล้าง
สำหรับสระกระเบื้องที่มีคราบฝังแน่นเป็นปื้นหนาและกระจายตัวเป็นวงกว้าง จำเป็นต้องใช้สารละลายกรดเกลือ (Muriatic Acid) โดยเริ่มจากสูบน้ำออกจากสระจนหมด แล้วเทราดกรดเจือจางลงบนคราบ หลังจากนั้นใช้แปรงขนทองเหลืองหรือแปรงสแตนเลสในการกำจัดคราบออก เนื่องจากขนแปรงทั้งสองประเภทนี้มีความคมและแข็งมาก จึงขัดกระแทกคราบหินปูนหนา ๆ ที่กำลังฟูหลังจากโดนกรดให้หลุดออกได้อย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะราดน้ำล้างกรดออกเพื่อไม่ให้กัดชั้นยาแนวเสียหาย
3. ขัดด้วยหินพัมมิส
หากคราบหินปูนเกาะเป็นเส้นหนาเฉพาะบริเวณแนวขอบผิวน้ำ แนะนำใช้หินพัมมิส (Pumice Stone) หรือหินภูเขาไฟเนื้อพรุนแช่น้ำให้เปียกแล้วขัดถูบริเวณคราบโดยตรง ทั้งนี้แนะนำให้ใช้แปรงขนแข็งร่วมด้วยเพื่อปัดเศษตะกอนและผงขุ่น ๆ ออกเป็นระยะ ๆ ในระหว่างขัดคราบออก ซึ่งจะช่วยให้มองเห็นผิวงานชัดเจนขึ้น อีกทั้งช่วยขัดเก็บรายละเอียดตามร่องยาแนวลึก ๆ ในจุดที่เหลี่ยมของหินพัมมิสเข้าไม่ถึง แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ห้ามใช้หินพัมมิสกับสระผ้าใบไวนิลหรือไฟเบอร์กลาสเด็ดขาก เพราะอาจทำให้เกิดรอยขูดขีดลึก ผิวเคลือบเจลโค้ทเสียหาย หรืออาจบาดเนื้อผ้าใบจนฉีกขาดและเกิดปัญหาสระรั่วซึมตามมาได้
ไม่อยากให้เกิดคราบหินปูนบ่อย ๆ ป้องกันได้ด้วยวิธีไหนบ้าง?
หัวใจสำคัญของการป้องกันไม่ให้เกิดคราบหินปูนกลับมาเกาะในสระว่ายน้ำซ้ำ ๆ นั่นก็คือการรักษาสมดุลเคมีในน้ำไม่ให้เกิดการตกตะกอนของแคลเซียมได้ง่าย ๆ คุณสามารถป้องกันได้ด้วย 5 วิธีดังนี้
1. ควบคุมค่าความกระด้างของแคลเซียม
หมั่นตรวจเช็กค่าความกระด้างของแคลเซียมให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเสมอ โดยสระทั่วไปควรอยู่ที่ 200 – 400 ppm หากตรวจพบว่าค่าแคลเซียมสูงเกินไป ให้รีบระบายน้ำเก่าในสระออกบางส่วนแล้วเติมน้ำใหม่ที่มีความกระด้างต่ำเข้าไปเจือจาง เพื่อลดโอกาสที่แคลเซียมจะอิ่มตัวจนตกผลึก
2. รักษาค่า pH และ Alkalinity ให้สมดุล
เนื่องจากน้ำที่เป็นด่างสูงคือตัวเร่งปฏิกิริยาตกตะกอนหินปูน ดังนั้นคุณต้องควบคุมค่าเหล่านี้ให้คงที่ทุกสัปดาห์ สำหรับค่า pH ควรอยู่ระหว่าง 7.2 – 7.6 หากค่า pH สูงเกินไป ให้เติมกรดแห้งหรือกรดเกลือเพื่อปรับค่า pH ลง ส่วนค่าความด่างรวม (Total Alkalinity) ควรควบคุมให้อยู่ระหว่าง 80 – 120 ppm
3. เติมน้ำยาป้องกันคราบตะกรัน
สำหรับสระที่ต้องใช้น้ำบาดาลหรือน้ำประปาที่มีความกระด้างสูงเติมสระอยู่บ่อย ๆ แนะนำให้เติมน้ำยาป้องกันคราบตะกรันลงในสระทุกสัปดาห์หรือทุกเดือนตามสัดส่วนที่เหมาะสม น้ำยาตัวนี้จะเข้าไปจับตัวกับโมเลกุลของแคลเซียมในน้ำ ทำให้แคลเซียมในน้ำไม่สามารถเกาะกลุ่มกันจนกลายเป็นคราบตะกรันแข็งตามผนังสระได้ หลายคนอาจคิดว่าการจ่ายค่าน้ำยาป้องกันคราบตะกรันค่อนข้างสิ้นเปลือง แต่หากเทียบกับค่าบริการดูแลสระว่ายน้ำหรือค่าซ่อมแซมโครงสร้างในอนาคตแล้ว ถือว่าเล็กน้อยมาก
4. หลีกเลี่ยงคลอรีนที่มีส่วนผสมของแคลเซียม
หากสระของคุณเริ่มมีแนวโน้มที่จะเกิดคราบหินปูน ให้เปลี่ยนมาใช้คลอรีนประเภทที่ไม่มีส่วนผสมของแคลเซียม เช่น คลอรีนเหลว (Sodium Hypochlorite) หรือคลอรีนก้อน/ผง 90% (Trichlor) แทนการใช้คลอรีนผงแคลเซียมไฮโปคลอไรต์ ซึ่งจะช่วยป้องกันการเติมแร่ธาตุแคลเซียมสะสมลงไปในสระโดยไม่จำเป็น
ท้ายที่สุดแล้ว การรักษาสมดุลเคมีน้ำและขัดสระเป็นประจำ ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยหยุดคราบหินปูนได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายทั้งต่อตัวสระว่ายน้ำหรือแม้แต่อันตรายต่อผู้ใช้งานสระด้วย แต่หากถ้าคุณไม่มีเวลาดูแลด้วยตัวเองหรือไม่มั่นใจว่าจะดูแลได้ถูกวิธีไหม การเลือกส่งต่อหน้าที่นี้ให้ช่างสระว่ายน้ำมืออาชีพมาช่วยดูแลสัปดาห์ละครั้ง นอกจากจะช่วยลดโอกาสเกิดคราบแล้ว ยังช่วยให้สระปลอดภัย พร้อมใช้งานตลอดเวลาอีกด้วย
