ระบบกรองน้ำสระว่ายน้ำ สำคัญอย่างไร? พร้อมวิธีดูแลให้ใช้งานได้ยาวนาน

ระบบกรองน้ำสระว่ายน้ำ

สำหรับเจ้าของสระว่ายน้ำ ผู้ดูแลสระว่ายน้ำ หรือผู้อ่านทั่วไปที่สนใจเรื่องสุขอนามัย การทำความสะอาดสระว่ายน้ำ และการบำรุงรักษาสระ การให้ความสำคัญกับระบบกรองน้ำสระว่ายน้ำย่อมไม่อาจมองข้ามได้ เพราะเป็นสิ่งจำเป็นในการรักษาสภาพและคุณสมบัติของน้ำให้เหมาะกับการใช้งาน ถ้าระบบกรองทำงานผิดปกติ จะส่งผลให้การฆ่าเชื้อในน้ำไม่สมบูรณ์ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดสาหร่าย ตลอดจนก่อให้เกิดโรคที่แพร่กระจายจากน้ำ

หลักการทำงานของระบบกรองน้ำสระว่ายน้ำ

ระบบกรองน้ำสระว่ายน้ำทำงานอย่างต่อเนื่องในระบบปิด โดยทำการดึงน้ำสกปรกออกจากสระ ผ่านกระบวนการทำความสะอาดหลายขั้นตอน และส่งน้ำที่สะอาดกลับคืนสู่สระอีกครั้ง ด้วยหลักการทำงานดังนี้

  1. การหมุนเวียนน้ำ – ปั๊มน้ำทำหน้าที่เสมือนหัวใจของระบบ โดยจะดูดน้ำจากสระผ่านสกิมเมอร์ซึ่งคอยดักจับสิ่งสกปรกบริเวณผิวน้ำ และสะดือสระว่ายน้ำซึ่งเป็นท่อระบายน้ำหลักในการดึงสิ่งสกปรกก้นสระไปผ่านตะกร้ากรองหยาบ
  2. การกรอง – น้ำจะผ่านระบบกรองซึ่งทำหน้าที่ดักจับสิ่งสกปรก เช่น ดิน ใบไม้ และเศษต่าง ๆ ซึ่งตัวกรองอาจเป็นแบบทราย (Sand) ตลับ (Cartridge) หรือไดอะตอมไมต์ (DE) โดยแต่ละชนิดมีวิธีการดักจับอนุภาคแตกต่างกัน
  3. การฆ่าเชื้อและปรับสภาพน้ำ – น้ำจะผ่านอุปกรณ์ฆ่าเชื้อและปรับคุณภาพน้ำ วิธีที่ใช้กันทั่วไป ได้แก่ การใช้คลอรีน แสงอัลตราไวโอเลต (UV) และการบำบัดด้วยโอโซนในการทำลายเชื้อโรค
  4. การส่งน้ำกลับ – น้ำสะอาดจะถูกส่งกลับเข้าสู่สระผ่านหัวจ่ายน้ำ ซึ่งถูกวางตำแหน่งไว้อย่างเหมาะสมเพื่อให้น้ำหมุนเวียนทั่วถึง ป้องกันการเกิดจุดน้ำขังที่จะเป็นสาเหตุให้สาหร่ายเติบโต

ประเภทของระบบกรองน้ำสระว่ายน้ำ

ระบบกรองทราย (Sand Filter)

ใช้ชั้นทรายซิลิกาคัดเกรดพิเศษ ซึ่งขอบหยักของเม็ดทรายจะดักจับสิ่งสกปรกเมื่อมีน้ำไหลผ่าน เป็นระบบกรองราคาประหยัด ทนทาน และดูแลรักษาง่าย โดยการบำรุงรักษาต้องล้างย้อนเป็นประจำ และเปลี่ยนทรายทุก 5–7 ปี

ระบบกรองตลับ (Cartridge Filter)

ใช้ตลับกรองที่ทำจากเส้นใยโพลีเอสเตอร์ในการดักจับสิ่งสกปรก จึงกรองได้ละเอียดกว่าทราย และสะดวกในการบำรุงรักษา โดยต้องถอดตลับออกมาล้างด้วยน้ำเดือนละครั้ง

ระบบกรองไดอะตอมไมต์ (Diatomaceous Earth Filter)

ใช้แผ่นกรองเคลือบผงไดอะตอมซึ่งเป็นซากฟอสซิลของสาหร่ายไดอะตอมในการกำจัดอนุภาคเล็กระดับ 5 ไมครอน จึงส่งผลให้น้ำใสสะอาดที่สุด แต่มีราคาสูงและต้องเติมผงไดอะตอมใหม่ทุกครั้ง รวมถึงต้องมีการทำความสะอาดใหญ่ประจำปี

การบำรุงรักษาและการดูแลระบบกรองน้ำ

เพื่อให้ระบบกรองน้ำสระว่ายน้ำทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ควรปฏิบัติตามขั้นตอนสำคัญดังนี้

  1. บำรุงรักษาและทำความสะอาดระบบกรองน้ำสระว่ายน้ำตามขั้นตอนการดูแลของระบบกรองแต่ละประเภท
  2. ทำความสะอาดสระว่ายน้ำเป็นประจำ ตรวจสอบเกจวัดแรงดัน ใช้อุปกรณ์ทำความสะอาดสระว่ายน้ำกำจัดสิ่งสกปรก เศษใบไม้ในสระ ล้างทำความสะอาดตะกร้ากรองหยาบ สกิมเมอร์ และระบายอากาศที่ด้านบนถังกรองทุกครั้งหลังการทำความสะอาดเพื่อปล่อยอากาศที่ค้างอยู่ในระบบ
  3. หากพบปัญหาน้ำขุ่น การเกิดสาหร่ายหรือน้ำไหลเวียนช้า น้ำไหลไม่สะดวก ควรล้างและทำความสะอาดระบบกรองทันที และควรรักษาระดับน้ำในสระให้อยู่ในตำแหน่งครึ่งหนึ่งของช่องสกิมเมอร์ เพื่อป้องกันไม่ให้ปั๊มดูดได้แต่อากาศจนสูญเสียแรงในการดึงน้ำและสิ่งสกปรก
  4. พิจารณาจ้างช่างสระว่ายน้ำหรือผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสระว่ายน้ำเพื่อทำการบำรุงรักษาและตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ แม้ค่าบริการดูแลสระว่ายน้ำอาจจะสูงขึ้น แต่จะช่วยยืดอายุการใช้งานของตัวกรองได้นานขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

เลือกใช้ระบบกรองน้ำสระว่ายน้ำ ควรพิจารณาจากขนาดสระ ความถี่ในการใช้งาน และงบประมาณ โดยถ้าสระว่ายน้ำมีขนาดใหญ่ระบบกรองต้องมีประสิทธิภาพสูงและรองรับอัตราการไหลของน้ำได้มาก เมื่อมีการใช้สระว่ายน้ำบ่อยหรือมีผู้ใช้งานจำนวนมาก จะต้องใช้ระบบกรองที่มีประสิทธิภาพสูงเพื่อรักษาความใสของน้ำ ซึ่งทั้งสองปัจจัยควรสัมพันธ์กับงบประมาณ เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาระยะยาวของตัวกรองแต่ละแบบมีความแตกต่างกัน

โดยทั่วไปควรเปิด 8-12 ชั่วโมงต่อวัน ให้น้ำในสระหมุนเวียนผ่านระบบกรองน้ำครบทั้งสระอย่างน้อย 1-2 รอบ เพื่อรักษาความใสและกระจายสารเคมีให้ทั่ว โดยระยะเวลาจะขึ้นกับความถี่ในการใช้งานและสภาพอากาศด้วยเช่นกัน ถ้าอากาศร้อนหรือฝนตกบ่อยอาจต้องเปิดใช้งานระบบกรองนานขึ้น

สาเหตุอาจเกิดจากค่า pH หรือคลอรีนไม่ได้มาตรฐาน ระบบกรองน้ำเสื่อมสภาพ เช่น ทรายเริ่มจับตัวเป็นก้อน  ไส้กรองตันหรือฉีกขาด ขนาดเครื่องกรองเล็กเกินไปไม่สัมพันธ์กับขนาดสระ จึงตรวจสอบที่ละสาเหตุหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ได้รับคำแนะนำที่เหมาะสม